วันอาทิตย์ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

ไอ้ด่างคลองบางมุด จระเข้ที่กินคนมากที่สุดในไทย!!

พ.ศ. ๒๔๙๘ - ๒๕๐๗ ชาวบ้านในอ.หลังสวน จ.ชุมพรเเทบไม่กล้าสัญจรทางน้ำกัีนเลยเพราะมีจระเข้ยักษ์ดักทำร้าย กิน คนหาปลา ชาวบ้าน เด็ก ล้วนตกเป็นเหยื่อ... จากคำบอกเล่าของชาวบ้าน จระเข้ตัวนี้มีขนาดใหญ่มากและดุร้ายถึงขั้นไล่กัดผู้คนที่สัญจรไปมา ไล่กัดกระทั่งคนที่ยืนอยู่บนฝั่งจนชาวบ้านไม่กล้าพายเรือหรือเดินเลาะริมตลิ่ง ไอ้ดางบางมุด เป็นจระเข้พันธุ์ “ไอ้เคี่ยม” ซึ่งเป็นจระเข้ตีนเป็ด หรือพันธุ์ทองหลาง ตัวดำเมื่อมสนิท มีสีขาวที่คอและตามตัวเวลามันโผล่ลอยตัวขึ้นมาเหนือน้ำนั้นจะมองเห็นสีขาวพาดที่บริเวณคอมีผู้คนนับไม่ถ้วนตกเป็นเหยื่อของมันสภาพคลองบางมุดในสมัยนั้น สองข้างทางมีป่าโกงกางสลับด้วยป่าจากเป็นระยะตอนบนของคลองแคบ แต่น้ำลึกไม่ต่ำกว่า ๖ เมตร บางแห่งเช่นทางโค้ง จะมีวังน้ำลึกซึ่งมีจระเข้อาศัยอยู่ชุกชุมการล่ามันทำได้ยากเพราะมันเป็นจระเข้ที่ฉลาดมากและเเม่น้ำเป็นเเม่น้ำที่ยาวเเละกว้างจนทางการต้องลงมาล่าเองโดยเป็นการสนธิกำลังกันระหว่างตำรวจ - ทหาร - ชาวบ้านอาสาสมัครใช้เรือกว่าร้อยลำ ในการไล่ล่า
 ท่ามกลางมรสุม และพายุดีเปรสชั่นในอ่าวไทยที่โหมทั้งฝนและลม ทำให้น้ำท่วมในเขตชุมพรและภาคใต้ขณะนี้ ข่าวร้ายได้เกิดขึ้นในคลองบางมุด อำเภอสวน กลายเป็นดินแดนแห่งจระเข้ยักษ์อีกครั้ง“ไอ้ด่าง” ได้อาละวาดลอยขึ้นมากันกินคนอีกในคลองเขาปีบ เขตติดต่อระหว่างอำเภอหลังสวนกับอำเภอสวีทำให้มีคนมากมายกลายเป็นเหยื่อของมันในช่วงนั้นนายช้วน พิมาน บ้านอยู่ริมคลองเขาปีบ ได้ออกจากบ้านไปตัดกล้วยมาเลี้ยงหมู ในขากลับนั้น นายช้วนแบกต้นกล้วยเดินข้ามคลองเขาปีบ เดินผ่านน้ำที่กำลังขึ้นท่วมสะพาน ลึกถึงเข่า จระเข้ยักษ์ซึ่งซุ่มตัวอยู่พุ่กัดเข้าตรงเข่านายช้วนแล้วลากลงใต้น้ำทันทีขณะที่คณะล่าจระเข้ไปถึงได้พบว่า ชาวบ้านประมาณ ๑๐๐ กว่าคน พร้อมด้วยอาวุธปืนและฉมวกกำลังค้นหาจระเข้ยักษ์กับศพนายช้วน ตีแนวขนานทั้ง 2 ฝั่งคลองเขาปีบอย่างชุลมุน ซึ่งในที่สุดได้ค้นพบศพนายช้วนอยู่ใต้รากไม้ริมตลิ่ง ถูกไอ้ด่างจระเข้ยักษ์ลากไปขัดไว้และไม่มีทางที่จะดึงออกมาได้ ต้องให้นักประดาน้ำดำลงไปใช้เชือกผูกศพแล้วใช้คนกว่า ๒๐ คนดึงอยู่พักใหญ่จึงลากศพนายช้วนมาได้ปรากฏว่าศพนายช้วนไม่มีส่วนใดเหลือเป็นชิ้นดีให้เห็นเลยเพราะถูกจระเข้กัดกินด้วยความหิวกระหายทุกคนได้แต่สังเวชและอนาถใจไปตาม ๆ กัน
 จากแหล่งที่พบศพของนายช้วนนั้นเอง คณะนักล่ากับชาวบ้านจึงรู้ว่า เป็นบริเวณแอ่งน้ำลึกหรือวังจระเข้เก่าที่ “ไอ้ด่าง” จระเข้ยักษ์ใช้เป็นที่หลบซ่อนพอรู้แหล่งซ่อนของจระเข้ยักษ์ คณะนักล่าแห่งค่ายทหารบกชุมพรได้ให้ชาวบ้านทุกคนหลบซุ่มอยู่บนตลิ่งแล้วใช้ระเบิดซี .3 หย่อนลงไปในบริเวณวังจระเข้ยักษ์ ๓ นัด เสียงระเบิดดังก้องสนั่นหวั่นไหว
 ตัวไอ้ด่างลอยกระเพื่อมตามกระแสน้ำ บอกให้รู้ถึงการสิ้นอิทธิฤทธิ์ของ “ไอ้ด่าง” จระเข้ยักษ์แล้วทันใดนั้น ส.อ. จำนงได้ใช้ฉมวกพุ่งลงไปกลางส่วนหลังของไอ้ด่าง ซึ่งทำให้มันดิ้นพลิกขึ้นมาให้เห็นทั้งตัวแต่มันไม่สามารถจะอาละวาดต่อไปได้อีกแล้ว เพราะกระดูกสันหลังของมันหักด้วยอำนาจของแรงระเบิดซี .๓ ชาวบ้านจึงช่วยกับเอาเชือกมัดพันธนาการตัว “ไอ้ด่าง” และลากจระเข้จอมเพชฌฆาตแห่งลำน้ำขึ้นมาบนตลิ่ง ซึ่งไอ้ด่างอยู่ในสภาพร่อแร่เต็มที่

 จากนั้นคณะล่าจระเข้ได้ใช้เชือกลากจระเข้ยักษ์จากคลองเขาปีบมุ่งไปยังตลาดอำเภอสวีแต่ระหว่างที่ลากมาในคลองนั้น “ไอ้ด่าง” ก็พลิกท้อง บอกถึงการจบชีวิตปิดฉากอันโหดเหี้ยมของมัน หลังผ่าท้องพบซากมนุษย์เป็นอันมากบ่งบอกถึงความเ...้ยโหดของมัน
 ซากของ'ไอ้ด่าง'ถูกซื้อขายกันในราคา ๗,๐๐๐ บาท ถูกนำไปให้คนในละแวกจังหวัดชุมพรและใกล้เคียงดู ผู้คนพากันแห่ไปดูนับหมื่นคนแม้ว่าจะมีการเก็บเงินค่าเข้าชมด้วยก็ตาม ซากของมันถูกซื้อขายต่อเปลี่ยนมือกันไปมาจนราคาพุ่งขึ้นไปถึง ๒๓,๐๐๐ บาท (สมัยนั้นถือว่าเยอะ)โดยซากไอ้ด่างถูกขายให้นายไห้ แซ่เซ็ง เป็นเจ้าของทำให้องค์การสวนสัตว์ชวดไปอย่างน่าเสียดาย

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น