พ.ศ. ๒๔๙๘ - ๒๕๐๗ ชาวบ้านในอ.หลังสวน จ.ชุมพรเเทบไม่กล้าสัญจรทางน้ำกัีนเลยเพราะมีจระเข้ยักษ์ดักทำร้าย กิน คนหาปลา ชาวบ้าน เด็ก ล้วนตกเป็นเหยื่อ... จากคำบอกเล่าของชาวบ้าน จระเข้ตัวนี้มีขนาดใหญ่มากและดุร้ายถึงขั้นไล่กัดผู้คนที่สัญจรไปมา ไล่กัดกระทั่งคนที่ยืนอยู่บนฝั่งจนชาวบ้านไม่กล้าพายเรือหรือเดินเลาะริมตลิ่ง ไอ้ดางบางมุด เป็นจระเข้พันธุ์ “ไอ้เคี่ยม” ซึ่งเป็นจระเข้ตีนเป็ด หรือพันธุ์ทองหลาง ตัวดำเมื่อมสนิท มีสีขาวที่คอและตามตัวเวลามันโผล่ลอยตัวขึ้นมาเหนือน้ำนั้นจะมองเห็นสีขาวพาดที่บริเวณคอมีผู้คนนับไม่ถ้วนตกเป็นเหยื่อของมันสภาพคลองบางมุดในสมัยนั้น สองข้างทางมีป่าโกงกางสลับด้วยป่าจากเป็นระยะตอนบนของคลองแคบ แต่น้ำลึกไม่ต่ำกว่า ๖ เมตร บางแห่งเช่นทางโค้ง จะมีวังน้ำลึกซึ่งมีจระเข้อาศัยอยู่ชุกชุมการล่ามันทำได้ยากเพราะมันเป็นจระเข้ที่ฉลาดมากและเเม่น้ำเป็นเเม่น้ำที่ยาวเเละกว้างจนทางการต้องลงมาล่าเองโดยเป็นการสนธิกำลังกันระหว่างตำรวจ - ทหาร - ชาวบ้านอาสาสมัครใช้เรือกว่าร้อยลำ ในการไล่ล่า
ตัวไอ้ด่างลอยกระเพื่อมตามกระแสน้ำ บอกให้รู้ถึงการสิ้นอิทธิฤทธิ์ของ “ไอ้ด่าง” จระเข้ยักษ์แล้วทันใดนั้น ส.อ. จำนงได้ใช้ฉมวกพุ่งลงไปกลางส่วนหลังของไอ้ด่าง ซึ่งทำให้มันดิ้นพลิกขึ้นมาให้เห็นทั้งตัวแต่มันไม่สามารถจะอาละวาดต่อไปได้อีกแล้ว เพราะกระดูกสันหลังของมันหักด้วยอำนาจของแรงระเบิดซี .๓ ชาวบ้านจึงช่วยกับเอาเชือกมัดพันธนาการตัว “ไอ้ด่าง” และลากจระเข้จอมเพชฌฆาตแห่งลำน้ำขึ้นมาบนตลิ่ง ซึ่งไอ้ด่างอยู่ในสภาพร่อแร่เต็มที่
ซากของ'ไอ้ด่าง'ถูกซื้อขายกันในราคา ๗,๐๐๐ บาท ถูกนำไปให้คนในละแวกจังหวัดชุมพรและใกล้เคียงดู ผู้คนพากันแห่ไปดูนับหมื่นคนแม้ว่าจะมีการเก็บเงินค่าเข้าชมด้วยก็ตาม ซากของมันถูกซื้อขายต่อเปลี่ยนมือกันไปมาจนราคาพุ่งขึ้นไปถึง ๒๓,๐๐๐ บาท (สมัยนั้นถือว่าเยอะ)โดยซากไอ้ด่างถูกขายให้นายไห้ แซ่เซ็ง เป็นเจ้าของทำให้องค์การสวนสัตว์ชวดไปอย่างน่าเสียดาย

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น